ประกาศวันที่ 15 เม.ย. 2562 ผู้เข้าชม : 210

ข่าวสาร : จากคนติดยา ไร้บ้าน แต่เหตุการณ์ในไครสต์เชิร์ช ทำให้เขารู้จักอิสลาม

จากคนติดยา ไร้บ้าน แต่เหตุการณ์ในไครสต์เชิร์ช ทำให้เขารู้จักอิสลาม


 
 

สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ : จากคนติดยา ไร้บ้าน แต่เหตุการณ์ในไครสต์เชิร์ช ทำให้เขารู้จักอิสลาม

มูซา ดูสมาร์ทอยู่ในชุดเสื้อแจ๊กเก็ตสีเบอร์กันดี กางเกงสีครีม รองเท้าสีน้ำตาล เขายิ้มกว้างขณะต้อนรับผู้คนอยู่หน้ามัสยิดอัล นูร ในไครสต์เชิร์ช ก่อนเวลาละหมาดวันศุกร์จะมาถึง เขากล่าวให้สลาม กอด และจับมือ และได้รับการตอบรับสลาม การตบบ่าทักทาย รวมทั้งการยิ้มตอบที่กว้างพอ ๆ กัน

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เขาคือ เช เคนนี่ (Shay Kenny) ชายติดยา ไร้บ้าน ที่มักจะมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบ่อย ๆ เขาเล่าว่า ตอนแรกเขานึกว่า มุสลิม คือ ประเทศ แต่พยายามหาในแผนที่ก็ไม่เจอ “พูดถึงแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองโง่มาก แต่มันก็เป็นเรื่องจริง”

ย้อนกลับไปเมื่อเขาอายุ 7 ขวบ เขาเริ่มสูบบุหรี่มวนแรก ซึ่งนำมาสู่ยาเสพติด ตอนวัยรุ่นเขาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านสงเคราะห์ ในแฮมิลตั้น ก่อนที่จะออกมาเมื่ออายุได้ 16 ปี หลังจากนั้นทำงานหลายอย่าง รวมทั้งการจับปลา ได้แต่งงานที่เวสท์พอร์ต ปลูกกัญชาที่เวสท์โคสท์ ครั้งหนึ่งเขาเคยควงขวานวิ่งไล่ตำรวจ

เขาเพิ่งย้ายมาอยู่ไครสต์เชิร์ช เมื่อปีที่ผ่านมา ใช้เวลา 10 เดือนนั่งขอเงินอยู่หน้าร้านบนถนน Hereford และนอนบนพื้นคอนกรีต เขามีน้องสาวอยู่ที่นี่ ลูกชายและแม่ของเขาอาศัยอยู่ในบ้านของน้องสาวที่อยู่ใกล้มัสยิดลินวู้ด วันเกิดเหตุเขารีบวิ่งไปดูว่าพวกเขาปลอดภัยดีหรือไม่ ต่อมา เขาและครอบครัวไปวางดอกไม้ที่หน้ามัสยิด อีก 2 วันต่อมา เขาไปยืนถือป้ายหน้าร้านเบอร์เกอร์คิง บนถนนลินวู้ด ป้ายมีข้อความแสดงว่า เขาสนับสนุนชุมชนมุสลิม

วันแรกที่เขายืนถือป้าย อีเลียต ดอซ์สัน ผู้รอดชีวิตจากเหตุกราดยิง เดินมาหาเขาในตอนเย็นเพื่อกอดเขา “ผมคิดว่าเขาเป็นมุสลิมคนแรกที่ผมได้พบ” มูซาว่า เขาไม่รู้จะพูดอะไร แต่สิ่งที่อยู่ข้างในบอกให้เขาทำ และมันเปลี่ยนชีวิตเขา

เขายืนถือป้ายติดต่อกัน 8 ชั่วโมง พัก แล้วกลับมายืนถือใหม่ หลายวันติดต่อกัน วันหนึ่ง เขาได้ยินเสียงคนเรียก “เฮ้ พี่ชาย” มุสลิมออสเตรเลีย 3 คน เดินมาหาเขา ยื่นเครื่องดื่มและช็อคโกแลตให้ ทั้ง 3 คนมาร่วมพิธีศพของเหยื่อ ศพแล้ว ศพเล่า ที่เขาไปละหมาดให้ เมื่อพวกเขาออกมา มูซายังคงยืนอยู่พร้อมกับส่งข้อความแห่งสันติให้กับคนที่เดินผ่านไปมา พวกเขานำมูซาไปยังศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อในสวนสาธารณะแฮกลี่ นำอาหารมาให้กิน และเล่าให้เขาฟังว่า วันนี้ทำอะไรมาบ้าง

วันต่อมา เขาได้รับเชิญไปร่วมพิธีศพของ ซัยยิด มิลเน่ นักเรียนโรงเรียนมัธยมแคชเมียร์ วัย 14 ปี ที่เสียชีวิตที่มัสยิดอัล นูร เป็นตอนนี้เองที่เขาเข้ารับอิสลาม เขาจำได้ว่า หัวใจเต้นแรงและเหมือนมีเสียงเรียกให้เขามาร่วมในชุมชนนี้ เขาถามขึ้นมาว่า เขาจะเป็นมุสลิมบ้างได้หรือไม่ ทุกคนตอบว่า “มาเลย มาเป็นส่วนหนึ่งในที่นี้” เขากล่าวชาฮาดะฮ์ ที่สุสานลินวู้ด ต่อหน้าผู้ที่มาร่วมพิธีศพของเหยื่อในเหตุการณ์กราดยิง

“นับแต่วินาทีนั้น ชีวิตผมเปลี่ยน จากคนที่ติดยามาเกือบ 25 ปี ความรู้สึกที่อยากจะใช้เข็ม และความอยากที่จะลองยาต่างๆ หายไป ผมอาจจะทำความผิดบ้างหลังจากนั้น แต่ผมก็ตัดใจได้ ผมไปขอโทษทุกคนที่ผมเคยทำไม่ดีไว้”

ปัจจุบัน เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ที่มัสยิดลินวู้ด เขาไม่ได้อยู่บนถนนอีกต่อไป แต่ได้ไปพักอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉินในซีเดนแฮม ในวันศุกร์ เขาจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ ที่ซื้อมาจากร้านใน City Mission ขลิบเคราเรียบร้อย เตรียมพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งาน

เขาเริ่มคุ้นชินกับการสวมชุดที่ใช้ใส่เมื่อไปมัสยิด และตั้งสมาธิอย่างหนักเมื่อต้องจดจำการอ่านบทอัล-ฟาติฮะฮ์ ซึ่งเป็นบทแรกของอัล-กุรอาน บทที่เป็นทางนำและความเมตตา แต่เขาต้องการให้สิ่งนี้เป็นการเริ่มต้นของเขา

มูซากล่าวว่า เขาเกรงว่า จะมีบางคนเคลือบแคลงใจในตัวของเขา เขาไม่อยากให้ใครคิดว่า เขามาเป็นมุสลิมเพราะต้องการหาผลประโยชน์ ดังนั้น เขาจึงปฏิเสธความช่วยเหลือที่หลายคนหยิบยื่นให้

เขากล่าวว่า หัวใจของเขาอยู่ในอิสลามทั้งหมด เขาอยากเรียนรู้ เขาอยากให้ผู้คนเห็นเขาในสิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง “อิสลามเปลี่ยนชีวิตผม...ผมเป็นคนที่ดีขึ้นหรือไม่ ... ไม่น่าเชื่อ...แต่ใช่ มันเป็นไปแล้ว”

ที่มา:  www.stuff.co.nz


Comment Facebook

ออกแบบและพัฒนาโดย